first impression กับสุวรรณภูมิ
posted on 01 Oct 2006 01:20 by weerat in MyRandomRamblingsในที่สุดเราก็ได้กลับมาถ่วงแผ่นดินไทยซะที!
เป็นที่แน่นอนว่าต้องได้สัมผัสสนามบินที่ได้ยินแว่ว ๆ จะทำให้เป็น hub เป็น switch เป็น router อะไรซักอย่างแห่งเอเชียเนี่ยแหละ เอ็นทรีนี้เลยขอวิจารณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ (เรอะ?) ตามเนื้อผ้าแล้วกันนะ
ปล. ถ่ายรูปมานิดเดียวล่ะ มัวแต่มึน+เหนื่อยและขี้เกียจคุ้ยกล้องด้วย (แล้วใครสั่งใครสอนให้ ปล. ตั้งกะต้นเรื่องฟะ - -?)
อย่างแรกไม่เกี่ยวกับสนามบินเท่าไหร่ แต่เพิ่งเคยนั่งเครื่องเอมิเรตส์เพราะปกตินั่งแต่บินไทย มาพูดถึงหน่อยดีกว่า
ภายในเครื่อง
รู้สึกว่าเบาะแคบไปนิด .. มีจอส่วนตัวให้ แต่เนื่องจากที่นั่งระหว่างเบาะค่อนข้างติดกันพอสมควร (เข่าเราเกือบติดเลยล่ะ) จอนี่แทบจะติดตาเลย ดูนาน ๆ แล้วชวนให้วิงเวียนใช้ได้เหมือนกัน มีคอนโทรลเลอร์ใช้ควบคุม จอ ไฟ โทรศัพท์ เป็นจอยเกม ฯลฯ สามารถเลือกดูภาพจากกล้องด้านหน้าและด้านล่างภายนอกเครื่องบินได้ มีหนังมีเพลงให้เลือกเป็นร้อย (มีเพลงญี่ปุ่นและเพลงอนิเมด้วยนะขอบอก :D) เวลาปิดไฟที่เพดานจะมีไฟดวงเล็ก ๆ เหมือนดาวเต็มฟ้า อะไรทำนองนั้น สวยดี ชอบ ๆ

จอส่วนตัวและดาวเต็มฟ้า (ที่เห็นในจอคือภาพรันเวย์สุวรรณภูมินะฮะ)
บริการ
บริการดี ยิ้มแย้มพูดจาน่ารักน่าฟัง หน้าตาก็ดี ๆ กันหมด ชุดก็ดูแปลก ๆ แต่สวยดี นั่งชั้นประหยัดแต่แอร์ยิ้มกันเฟิร์สคลาสเลย :D
อาหาร
อาหารอร่อยจัง ขนมก็อร่อย เมนูอาหารพิมพ์และดีไซน์หรูดี
ราคา
ตั๋วการบินไทยวันเวย์ทริป ซิดนีย์-กรุงเทพ 1,234 เหรียญ ในขณะที่เอมิเรตส์ 840 เหรียญ .. บินไทย ราคาเพื่อคนไทยจริง ๆ (เรอะ) T_T
ต่อไปนี้เข้าเรื่องสนามบินแล้วนะ .. บ่นยาวมาก! ขออภัยล่วงหน้า
แลนดิ้ง
จากบนฟ้ามองลงมาเห็นไฟเยอะมาก เรียงกันดูหรู สวย และยิ่งใหญ่ดีทีเดียว (ค่าไฟวันนึงเท่าไหร่ฟะ) หลังจากที่เครื่องแตะพื้นก็จะวิ่งอยู่นานนนนนมากกว่าจะถึงที่จอด หากกดดูภาพในจอ จะเห็นว่ารันเวย์ยาวไร้จุดจบ ชวนให้รู้สึกว่า "มันจะวิ่งอีกนานมั้ย ได้โปรดปล่อยกรูลงไปเถอะ T_T"
ขอเล่าให้ฟังว่าพอถึงบริเวณที่จอด (bay) แล้วก็ยังจอดต่องวงช้างไม่ได้นะครับ เพราะมีเครื่องอื่นจอดกั๊กอยู่ กัปตันเลยประกาศสถานการณ์ แปลแล้วได้ความว่า "ขอให้ผู้โดยสารรออยู่บนเครื่องก่อน เพราะช่องที่จะต้องจอดมีเครื่องลำอื่นจอดอยู่ (อ้าว?) เนื่องจากนี่เป็นสนามบินใหม่จึงอาจจะขลุกขลักอยู่บ้าง ขอติดต่อกับนักบินอีกลำก่อน (แล้วหอบังคับการมีไว้เพื่อ?)" ประกาศจบฝรั่งหัวเราะร่วน ฝรั่งข้าง ๆ หันหน้ามามองงง ๆ เราก็ได้แต่หัวเราะแหะ ๆ พร้อมคิดในใจ "แต่ท่ารถทัวร์บ้านไอไม่แย่งกันจอดนะยู ไม่เชื่อลองไปจิ T_T" .. สรุปว่าต้องนั่งรอบนเครื่องอีกร่วมครึ่งชั่วโมง
ทางเลื่อนสุดลูกหูลูกตา
พอลงจากเครื่องก็จะเจอป้าย baggage claim (รับกระเป๋าเดินทาง) ชี้ทางไปเอากระเป๋าอยู่หนึ่งป้าย พร้อมทางยาวไกลสุดกู่ ซึ่งมีทางเลื่อนไว้ให้เป็นระยะ ๆ ช่วงละประมาณร้อยสองร้อยเมตร มีประมาณเจ็ดถึงแปดทางเลื่อน ระยะทางรวม ๆ แล้วน่าจะประมาณกิโลนิด ๆ ได้ ซึ่งสองข้างทางไม่มีอะไรทั้งสิ้น นอกจากกำแพงปูนที่สภาพเหมือนจะทำยังไม่เสร็จ ไม่มีวอลเปเปอร์ ไม่มีทาสี แต่มีรูปจากวรรณคดีไทยแปะเป็นระยะ (เพื่อความเป็นไทย?) และสุดทางก็จะมียักษ์ตั้งทื่อ ๆ อยู่ข้างเสาปูนดิบ ๆ ท่ามกลางโครงอาคาร กระจก และไฟแบบโมเดิร์นเป็นตระหง่านดูเข้ากันดีทีเดียว (เรอะ?)
ป้ายบอกทางอันขาดแคลน
ป้ายบอกทางไป baggage claim จะมีป้ายแรกหลังจากที่ออกมาจากงวงช้างป้ายเดียว หลังจากนั้นไม่มีป้ายบอกทางเอากระเป๋าอีกเลย จะมีแต่ป้ายชี้ทางไปตรวจคนเข้าเมือง (ต.ม.) ที่อยู่ ๆ ก็โผล่มาระหว่างทางแทน
อาจเป็นเพราะตามปกติแล้ว ต.ม. จะอยู่ที่เดียวกับที่รับกระเป๋าเดินทางนั่นแหละ ก็เลยให้คนไปสำเหนียกกันเอาเองว่าผ่าน ต.ม. แล้วก็รับกระเป๋านะ แล้วถ้าคนไม่เคยเดินทางต่างประเทศจะรู้มั้ย? ขนาดเราเคยแล้วยังงงไปวูบนึงเลยว่า อ้าว เราเลยทางเอากระเป๋าไปแล้วหรอฟะ เนื่องจากทางมันยาวเป็นกิโลโดยปราศจากป้ายบอกทางนั่นเอง เลยทำให้ไม่มั่นใจว่าเรามาถูกทางแน่เรอะ หรือเราต้องไปที่ไหนก่อนรึเปล่า หรือเราเลยอะไรมารึยัง ฯลฯ ต่อให้มันเป็นทางตรงก็เถอะ -_-" .. สุวรรณภูมิให้ความประทับใจใน "การเหยียบเมืองไทย" ตรงนี้แย่มาก
สัมผัส ต.ม.
มีเคาเตอร์รองรับนักท่องเที่ยวมากมายหลายสิบช่อง ทุกช่องขึ้นป้ายไปว่า foreign passport (สำหรับชาวต่างชาติ) .. แล้วคนไทยอย่างหนูเข้าช่องไหนอ้ะ T_T (เพราะที่ดอนเมืองจะบอกไว้ชัดเจนว่าช่องนี้คนไทย ช่องนี้ต่างชาติ) เลยถามป้าพนักงานที่เดินผ่านมาแถวนั้นว่าของคนไทยช่องไหนครับ คำตอบที่ได้รับคือ "โอ๊ย ช่องไหนก็เข้า ๆ ไปเหอะ" ตอบเสร็จก็เดินหนีไปเลย ยังไม่ทันขอบคุณด้วยซ้ำ

ต.ม. ใช้วินเอ๊กปีด้วยแหละ
คุณพนงตม (พนักงาน ต.ม. นั่นแหละ แต่เราเรียกคุณ พะ-นง-ตม) ไปขุดมาจากหลุมป่าช้าวัดไหนมาทำไม่ทราบ หน้าเป็นตูดหมาเลย พูดแบบนี้จะเสียสถาบันตูดหมามั้ย?
ปกติอยู่ที่ซิดนีย์เวลาติดต่ออะไรเราจะ hi หรือ hello เป็นมารยาท หรือซื้อของหรือทำอะไรเสร็จก็ต้อง thank you เช่นกัน .. กลับมาไทยก็เอาเลยครับ "สวัสดีครับ" คุณพนงตมมองหน้าแปลก ๆ (สวัสดีพนักงานมันแปลกหรอ? มันเป็นนิสัยที่ดีนะเราว่า) พอยื่นพาสปอร์ตให้ก็เอาไปทำอะไรก๊อกแก๊กตามเรื่องเป็นเวลาสามนาทีเห็นจะได้ .. ไม่ใช่คำเปรียบเทียบว่านานไรงี้นะ สามนาทีจริง ๆ เผลอ ๆ เกินด้วย ไม่ทราบว่ามัวสะกิดเศษวัสดุพาสปอร์ตไปเข้าแลปวิจัยอยู่รึไง หลังจากฟังเพลงจบไปเพลงนึงได้คุณพนงตมหน้าตูดหมาก็ส่งพาสปอร์ตคืนให้ .. "ขอบคุณครับ" เราบริจาคคำนี้ให้เพราะสงสาร ไม่รู้เหมือนกันนะว่าบริการแบบนี้จะเคยได้รับคำนี้รึเปล่า
ป้ายบอกช่องรับกระเป๋า
พอผ่าน ต.ม. มาจะมีป้ายบอกว่าสายการบินไหนต้องไปรับกระเป๋าที่สายพานเบอร์อะไร ป้ายนี้เป็นป้ายไฟใหญ่มาก มีตัวหนังสือเป็นป้ายพลิกขนาด "เล็กมาก" ร่วมร้อยช่อง ต้องเพ่งอย่างแรง บางช่องจะแสดงทีละสองสายการบินด้วยการพลิกกลับไปมาในเวลาสามวินาทีต่อหนึ่งพลิก คาดว่าคงจะกลัวคนอ่านทัน กว่าจะหาเจอสายการบินที่เรามาก็งมไปประมาณสามนาทีได้ นับว่าเป็นการแสดงข้อมูลได้โหลยโท่ยมาก
ห้องโถงสำหรับสายพานรับกระเป๋าจะมีสองส่วน ส่วนแรกที่เข้ามาเจอก่อนคือเบอร์ 23-17 และอีกส่วนคือเบอร์ 16-1 (มันรันถอยหลังน่ะ -"-)
- ที่ส่วนแรกจะมีป้ายชี้ไปส่วนที่สองบอกว่า "1-15"
- ส่วนที่สองก็ชี้ไปส่วนแรก บอกว่า "16-23"
แปลกตรงไหน? งงมั้ย? อะดูรูป ..

อันนี้ถ่ายย้อนหลังจากส่วนที่สอง มันคือป้ายที่ชี้ไปส่วนแรก "16-23"
แต่พอถอยมาอีกนิด ..

.. สายพานเบอร์ 16 อยู่ตรงนี้แล้วเอ็งชี้ไปไหน?
คนที่เข้ามาก็จะงง ๆ กัน เพราะป้ายมันสติ๊วปิ้ดมาก ซึ่งก็จะมีพนักงานเดินมาคอยชี้ทางสว่าง .. เราเดินมาพร้อมครอบครัวต่างชาติ คุณพนักงานก็เดินเฉียดหน้าเราไปถามต่างชาติก่อนเลยว่ามีปัญหาอะไรรึเปล่า ชนได้มันคงชนไปแล้ว สงสัยเห็นไม่ใช่ฝรั่งเลยไม่แคร์ (ถ่ายรูปตาคนนี้มาด้วย เพื่อเป็นการให้เกลียด ไม่ลงแล้วกัน)
รถเข็น
อันนี้ตลกดี ใส่ได้เฉพาะกระเป๋าเดินทางอย่างเดียว เป้สะพายเราวางไม่ได้ เพราะพื้นรถเข็นมันกว้างเกิน T_T ไม่เหมือนของดอนเมืองที่เป้เรายังวางได้

เปิดช่องกว้าง ๆ ไว้เพื่อ?
ด้านหน้ารถเข็นมีป้ายสูงขึ้นมา วัตถุประสงค์คือเพื่อเอาไว้ติดป้ายโฆษณาในภายภาคหน้า (มั้ง) ทำให้รถเข็นที่เก็บไว้ในแถวนั้นดึงออกยากโคดพ่อ เพราะป้ายมันจะขัดกับรถคันหน้านั่นเอง

อุปกรณ์ประกอบฉากเป็นคริสปี้ครีมสองโหลนะฮะ คริคริ
จากรูปจะเห็นที่เข็นมันเอียงไปข้างหลัง ทำให้เวลากดก้าน (ที่จับ) ลงเพื่อจะเข็นรถ (เผื่อใครยังไม่เคยเข็นนะครับ รถเข็นสนามบินถ้าไม่กดก้านลงล้อจะล็อคน่ะ) มันจะหงายหลังถ้าไม่ได้วางกระเป๋าถ่วงข้างหน้าไว้ -"-
บริเวณรับกระเป๋าไม่มีป้ายบอกว่าทางออกอยู่ตรงไหน -_- พอรับเสร็จแล้วต้องเดินคลำ ๆ กันไปเองในโถงกว้าง ๆ ประมาณสองสามสนามบอลนั่นแหละ ถ้าเห็นภาพนักท่องเที่ยวเดินเกาะกลุ่มกันหันไปมาหาทางออกไม่เจอก็ไม่ต้องแปลกใจไป
ห้องน้ำ
หลังจากเดินออกจากเกทมาได้ (ในที่สุด) และเจอแม่กับเตย (น้องสาว) ที่มารับเรียบร้อย ก็เดินขึ้นชั้นสองไปเพื่อจะข้ามไปอาคารจอดรถ ซึ่งก็แวะเข้าห้องน้ำกันก่อน .. ห้องน้ำชายเป็นอะไรที่ประทับใจที่สุดในโลก สนามบินทันสมัยอันเป็น hub แห่งเอเชียนี้มีโถฉี่สุทธิในห้องน้ำไว้รองรับนักเดินทางทั่วโลกถึงสองโถเลยทีเดียว!! โถแรกน้ำท่วมเอ่อเจิ่งนอง และอีกโถติดป้ายว่า out of order .. อเมซซิ่งไทยแลนด์มาก T_T .. ไม่กล้าถ่ายรูปมา เดี๋ยวเค้าจะว่าเป็นโรคจิตแอบถ่ายห้องน้ำชาย
พื้น
อันนี้น่าเห็นใจเหมือนกัน ฝนตก ถนนสกปรก คนเยอะ เป็นพื้นกระเบื้องมัน ๆ แน่นอนว่าทำความสะอาดกันตายไปข้างนึงก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ถ้าเป็นพรม (เหมือนสนามบินที่ซิดนีย์) ก็คงเละพอสมควรเหมือนกันเนอะ ไปแก้ปัญหากันเอาเองแล้วกัน
ทางเดินไปยังอาคารจอดรถ
คือสงสัยว่าไอ้คนสร้างมันได้ลองใช้ด้วยตัวเองรึเปล่า พื้นเป็นเหล็ก เป็นอลูมิเนียม เป็นลิง เป็นค่างอะไรบอกไม่ได้ รู้แต่เงิน ๆ แล้วก็ทำเป็นลาย ๆ เพิ่มความฝืดไว้ ซึ่ง! .. รถเข็นล้อยางมันจะเข็นไม่ไป ติดหนึบ ต้องใช้แรงมหาศาลมาก อยากจิกหัวให้มันมาเข็นโชว์จริง ๆ
กองขยะ
กองขยะสูงมิดหัวที่กองไว้ตรงประตูทางออกจากอาคารสนามบิน มาอาคารจอดรถ ส่งกลิ่นโชยงามหน้างามตายิ่งนัก ..
อื่น ๆ
- ชอบดีไซน์ที่ดูโมเดิร์นหน่อยนี่แหละ กระจกกับโครงเยอะ ๆ บวกกับไฟสีน้ำเงิน ดูตอนกลางคืนสวยดี (ได้ข่าวคอนเซ็ปท์ไทย?)

ดู ๆ ไปก็สวยดีน่ะนะ
- ไม้ประดับในสนามบินเป็นพลาสติกเกรดกระจอกทั้งหมด แต่พอรวมกับเสาปูนดิบ พื้นเต็มไปด้วยรอยโคลน ห้องน้ำที่น้ำท่วม ฝุ่นเกาะเต็มสนามบิน และประตูหมุนที่ประกอบไม่สนิทซึ่งหมุนด้วยความไวสูงแล้วก็เข้ากันดีสมกับเป็นเมืองไทยเหมือนกัน
- แม้จะเป็นช่วงกลางคืน แต่อุณหภูมินับว่าร้อนมาก (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับดอนเมือง) ไม่รู้ว่าระบบปรับอากาศมีปัญหา หรือเพราะความร้อนที่เก็บไว้ทั้งวันเนื่องจากสภาพภายในยังกะเรือนกระจกกันแน่ .. ก็มันเป็นกระจกหมดเลยนี่ -"-
- เสียงประกาศในสนามบินก้องและเบา ฟังไม่รู้เรื่องสุดขีด ไม่ว่ามันจะพูดภาษาอะไรก็ตาม
- ทางออกจากเกทแคบและพื้นที่น้อยมาก นี่หรือที่จะใช้รองรับผู้โดยสารจำนวนมาก? แค่ออกมาไม่กี่คนก็จะเหยียบกันตายแล้ว
- ช่องทางออกของลูกเรือและผู้โดยสารมีซุ้มแยกช่องกัน แต่พอลอดซุ้มไปก็จะไปบรรจบกันใหม่ ไม่มีเคาท์เตอร์ ไม่มีการตรวจเช็คใด ๆ ทั้งสิ้น .. แล้วจะแยกกันเพื่อ?
- ห้องสูบบุหรี่อันนี้จี้มาก ห้องกว้างใหญ่มากกกกกประมาณสองเสื่อตาตามิ มีเก้าอี้พลาสติกประมาณเจ็ดแปดตัว และที่เขี่ยบุหรี่อยู่กลางห้อง นับว่าหรูม้ากกกกก -"-
- หลาย ๆ จุดเหมือนคนคิดไม่ได้ใส่ใจ คนใช้ไม่มีปากเสียง คนให้บริการเกลียดงานบริการ คนทำคนคุมไม่โคกัน ฯลฯ ทำให้หลาย ๆ อย่างออกมางี่เง่าหรือดูแล้วเสียสติสิ้นดี
- ปัญหาบางอย่างก็เข้าใจว่าเป็นเพราะวันแรก ๆ อะไร ๆ เลยเหมือนยังไม่เสร็จ ไม่เข้าที่ ไม่ลงตัว (เปรียบได้กับการเซ็ทอัพซอฟท์แวร์) อันนี้ยังพออภัยกันได้ แต่บางเรื่องเช่นการบริการ (ซึ่งคาดว่าจะเป็นสันดานไปแล้ว) การดีไซน์ การใช้ประโยชน์จากที่ว่างที่จัดการได้แย่เขางอกคลุกปลักโคลนนกเอี้ยงบินมาเกาะมาก การตกแต่งที่ปวดหัวจริง ๆ ถ้าไม่รู้มาก่อนจะไม่สามารถบอกได้เลยว่าคอนเซ็ปท์คืออะไรกันแน่ หรือการที่บางส่วนก็กว้างยาวใหญ่โตมโหฬารมหาศาล ในขณะที่เดินมาอีกนิดจะแคบยังกะเพิงใต้สะพานลอย (เปรียบได้กับฮาร์ดแวร์) อะไรต่าง ๆ พวกนี้เนี่ยคงพัฒนา ปรับปรุง และให้อภัยยากแน่ ๆ นอกจากจะทำใจยอมรับมันเสีย 'cos we're at the point of no return!
- ฯลฯ พูด (ด่า) กันสามวันเจ็ดวันได้ไม่จบสิ้น ตอนแรกเห็นข่าวปัญหาทั้งหลายแล้วยังคิดเข้าข้างสนามบินว่าวันแรก ๆ ก็แบบนี้แหละน่า .. แต่พอสัมผัสเองแล้วอิสโซวอันคู่ลแอ่นด์บัดซบโค่ด ๆ เลยแหมน!!

under construction ฮะ
.. ไหน ๆ ก็ผลาญเงินผลาญเวลาผลาญแปลงผักชีกันไปขนาดนี้แล้วน่ะนะ .. ก็หวังว่าจะดีขึ้นได้ในเร็ววันแล้วกัน
เหยียบประเทศไทยซึ้งใจกับสุวรรณภูมิมั้ยเพ่!!!!
อ่านไปฮาไป โถฉี่น้ำท่วม ก้ากกกกก!!!!
ชีวิตนี้ยังไม่เคยนั่งเครื่องบินล่ะคุณพี่
พาสสปอร์ตก็ยังมะเคยทำ -_-"
ปล.บ่นถึงคุณพนงตมมากๆเดี๋ยวเค้ามาเข้าฝันนะ....
#1 By ナース~♫ on 2006-10-01 02:12